วันพฤหัสบดีที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2556

Post Modern

  Postmodern  แนวคิดหลังความทันสมัย

        โพสต์ โมเดิร์น ก็คือการตั้งคำถามกับโมเดิร์น การที่มีคนใช้คำว่า โพสต์โมเดิร์นคุณประโยชน์ที่สำคัญก็คือ มันทำให้เราสามารถหวนกลับไปมองสังคมโมเดิร์นหรือพฤติกรรมที่ผ่านมาของมนุษย์ หรือความคิดความเชื่อของเราอย่างเป็นอิสระมากขึ้น เพราะถ้าเราไม่บอกว่า "โพสต์" โมเดิร์น เราก็จะยังจะอยู่ในกรอบของโมเดิร์น หรือยังให้มันครอบเราอยู่ ให้เรารู้สึกว่ายังจะต้องก้าวไปข้างหน้า ไปสู่ความเจริญ ยึดถือลัทธิความก้าวหน้า ซึ่งเป็นมิติที่ควบคู่กับ civilizing mission ของตะวันตก การบอกว่าโลกเป็น โพสต์ โมเดิร์น หรือเป็นโลกหลังสมัยใหม่ ในเชิงการเมืองนอกจากจะทำให้มนุษย์สามารถมองโลกสมัยใหม่อย่างอิสระ เพื่อวิพากษ์วิจารณ์มันได้ชัดเจนมากขึ้นมองมันถนัดขึ้น ในทางความรู้ก็ทำให้หลุดพ้นจากกรอบ สมมติฐานแบบโมเดิร์น อย่างเช่น ปรัชญาความเป็นสากล ปรัชญาความก้าวหน้า หรือปรัชญาประเภทที่ต้องมีแก่นแท้ มั่นคง ถาวร เป็นอมตะ ซึ่งเอามาจากคริสต์ศาสนา เรื่องวิญญาณ เรื่องพระเจ้า หรือจากกรีกที่เรียกว่าภาวะอุดมคติ เป็นต้น เพราะฉะนั้นตัวปรัชญาโพสต์ โมเดิร์น จึงเป็นตัวปรัชญาที่แย้งกับความเป็นสากล หรือความเป็นแก่นแท้ที่ขัดแย้งไม่ได้ ล้มล้างไม่ได้ ถกเถียงไม่ได้ 

ปรัชญาแบบโพสต์โมเดิร์นไม่เชื่อว่า มนุษย์สามารถเข้าถึงความจริงได้โดยตรง กล่าวโดยนัยนี้ ปรัชญาแบบโพสต์โมเดิร์นยังมีระดับจิตต่ำกว่าปรัชญาของพุทธะ ที่มีประสบการณ์โดยตรงในการเข้าถึง "ความจริงสูงสุด" พวกโพสต์โมเดิร์นเห็นว่า มนุษย์ต้องมองต้องคิดผ่านแว่นของภาษา จึงมองว่า ความจริงเป็นแค่สิ่งที่เราสร้างขึ้นโดยระบบของภาษา 

ในเมื่อพวกโพสต์โมเดิร์นมองว่า ความจริงเป็นสิ่งที่คนเราสร้างขึ้น โดยระบบภาษา โดยสำนวนโวหาร โดยการจูงใจ โดยการบิดเบือน โดยการหลอกลวงซ่อนเร้นภายใต้ความขลังของทฤษฎีหรือวาทกรรมแบบต่างๆ หรือภายใต้ระบบปรัชญาที่ซับซ้อนหรือด้วยภาพลักษณ์ที่ง่ายๆ ก็ได้ เพราะฉะนั้นพวกโพสต์โมเดิร์นจึงนิยมมองโลกข้างนอกทุกๆ อย่างเป็นเสมือนพื้นที่ว่างที่เราจะใส่ความคิด ความเชื่อของเราลงไปยังไงก็ได้ คือเติมตัวความหมาย (signifier) ลงไปได้ เพราะฉะนั้นในสายตาของพวกโพสต์โมเดิร์น โลกทางสังคม วัฒนธรรม และการเมืองของมนุษย์จึงเป็นเสมือนพื้นที่ว่างที่มีการช่วงชิงกันเติมความหมาย ความคิดเห็นลงไป การเมืองในยุคโพสต์โมเดิร์นอย่างในยุคปัจจุบัน จึงเป็นการเมืองของการช่วงชิงพื้นที่ด้านต่างๆ 

ปรัชญาแบบโพสต์โมเดิร์น ไม่เชื่อว่ามีความจริงเพียงหนึ่งเดียวอยู่แล้ว แต่เห็นว่า "ความจริง" เป็นสิ่งที่มองได้หลายมุมมอง และควรผสมผสานมุมมองที่หลากหลายต่างๆ เข้าด้วยกัน

ปรัชญาแบบโพสต์โมเดิร์น ปฏิเสธอำนาจของกรอบ ระเบียบ โครงสร้าง รูปแบบจารีตเดิม และมุ่งแสวงหาการคิดนอกกรอบและแหวกแนวอยู่ตลอด


นักคิดโพสต์โมเดิร์นไม่เชื่อในโลกความจริงที่อยู่นอกเหนือไปจากโลกของภาษา ซึ่งถ้าหากว่าสิ่งนอกเหนือต่าง ๆ มีอยู่จริงเขาก็ไม่สนใจที่จะต้องไปถกเถียงกัน เพราะว่าถกเถียงไม่ก็ไม่มีข้อสรุปว่าสิ่งไหนถูกผิด เนื่องจากทุกสิ่งถูกการมองโดยโลกของภาษา ซึ่งมีลูกเล่นแพรวพราวทั้งตัวภาษาเองและตัวผู้ใช้ภาษา พวกเขาจึงสนใจที่จะศึกษาเรื่องของภาษา วาทกรรม ตัวบท ซึ่งมีนักคิดคนสำคัญคือ

Jacques Derrida เกิดในอัลจีเรียเขาเสนอวิธีการ deconstruct คือการแสดงให้เห็นว่าเราสามรถถอดรื้อความเห็น ของทฤษฎีหรือวาทกรมใด ๆ ก็ได้ เพื่อเปิดเผยให้เห็นถึงจุดหละหลวมของมัน ซึ่งภาษานั้นก็สามารถที่จะสร้างความหมายลื่นไหลไปได้เรื่อยๆ เขาจริงถือเป็นภารกิจของเขที่จะถอดรื้อระบบความคิดที่อ้างตัวเองเป็นตัวแทนของความจริง

Michel Foucault เขามุ่งถอดรื้อความคิด ทฤษฎี วาทกรรมที่อ้างตนเองว่าเป็นความรู้ที่เป็นกลางเป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ เช่น ความรู้ทางการแพทย์ ทางสังคม ทางจิตวิทยา ฯลฯ เขาถอดรื้อให้เห็นว่าความรู้จำนวนมาก รวมทั้งสถาบันต่างๆ ได้ถูสร้างขึ้นมาอย่างมีเงื่อนไขเพื่อปกปิดอำพรางบางอย่าง โดยเฉพาะประโยชน์ทางอำนาจ เพื่อปิดกั้นความรู้และความจริงอื่น ๆ อันเป็นการกดดัน บีบบังคับ บิดเบือน ละเลย หลงลืม อำนาจ หรือการดำรงอยู่ของส่วนอื่น ๆ เช่น ละเลยความสำคัญของจิตใต้สำนึกของร่างกายของคนกลุ่มน้อยกลุ่มต่างๆ เช่น เกย์ เลสเบี้ยน เป็นต้น

Jacques Lacan (ค.ศ. 1901-1981) งานของเขาชี้ให้เห็นว่าภาษากำหนดรูปร่างความเป็นไปของจิตใต้สำนึก อารมณ์ปรารถนาของเราตั้งแต่ยังเป็นทารก โลกของภาษาคือโลกของสัญลักษณ์ อำนาจ การครอบงำตั้งแต่วัยทารกจึงทำให้อัต ลักษณ์ของเราแยกจากภาษาไม่ออก


จุดเด่นของแนวคิดหลังสมัยใหม่
Lyotard (เลียวทาร์) เห็นว่า ลักษณะเด่นของแนวคิดหลังสมัยใหม่นิยม คือ วิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นกับความชอบธรรมของความรู้ในยุคหลัง-อุตสาหกรรม เงื่อนไขของความเป็นหลัง-สมัยใหม่ คือ การล่มสลายของเรื่องเล่าขนาดใหญ่หรืออภิมหาเรื่องเล่า นั่นเอง แนวคิดหลังสมัยใหม่นิยม จะช่วยให้เรามองเห็น “ความแตกต่าง” ท่ามกลางภาพกว้างของกระแสหลัก ซึ่งนอกจากจะช่วยให้เราเห็นความแตกต่างละทิ้งความซ้ำซากแล้วหลังสมัยใหม่นิยม มีพลังสูงพอสมควรในการเขย่ารากฐานและระบบความคิดที่แข็งทื่อ อย่างเช่นปรัชญา วัตถุนิยม จนเกิดการพังทลายและมีความว่างเกิดขึ้นนำไปสู่การสังเคราะห์ใหม่ระหว่างสสาร/ความคิดและที่สำคัญคือ หลังสมัยใหม่สอนให้เรารู้จักคิดแบบองค์รวม ซึ่งทำให้การศึกษาทางสังคมศาสตร์มีความถ่อมตัวมากขึ้น ในการอ้างถึงความรู้ที่ศึกษาวิจัยมา อย่างน้อยก็ลดระดับการอธิบายการอ้างถึงความสมบูรณ์ของความรู้ครอบคลุมไปหมด (Overgeneralization)   จุดเด่นของหลังสมัยใหม่ที่กล่าวมาย่อมแสดงให้เห็นแล้วว่า หลังสมัยใหม่เป็นภาพสะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาและการท้าทายที่ทำให้การอ้างถึงความรู้ที่มีอยู่ในการศึกษาทางสังคมศาสตร์ไม่เป็นแบบเกินเลยและถ่อมตัว/ถ่อมตนมากขึ้น โดยถือว่าความรู้ทุกอย่างล้วนเป็นวาทกรรมทั้งสิ้น

จุดด้อยของแนวคิดหลังสมัยใหม่
อย่างไรก็ตามแม้ว่า หลังสมัยใหม่ไม่ได้เสนออะไรที่เด่นชัดมากนัก เพราะตัวหลังสมัยใหม่เองเป็นเพียง "กระแสความคิด" มากกว่าจะเป็น "สำนักคิด" ที่มีระเบียบวิธี, ปรัชญา และเป้าหมายในการศึกษาที่ชัดเจนตายตัว แต่อย่างไรก็ดี ไม่ได้หมายความว่าหลังสมัยใหม่จะไม่มีอะไรเลย และไม่มีอะไรที่เป็นแก่นสารอยู่ข้างใน สำหรับผู้เขียนแล้ว นี้ก็เป็นการกล่าวหากันเลื่อนลอยจนเกินไป

หลังสมัยใหม่ในบริบทสังคมไทย
หลังสมัยใหม่เป็นคำที่โด่งดังและแพร่หลายมากที่สุดในวงการปัญญาชนไทยในทศวรรษที่ผ่านมา ไม่มีใครที่ไม่ได้อิทธิพลจากแนวคิดนี้ หรืออย่างน้อยก็ไม่มีใครที่จะปิดหูปิดตาและทำไม่รู้ไม่ชี้ต่อการมีอยู่ของคำ ๆ นี้ไปได้  หลังสมัยใหม่เป็นคำใหม่ในสังคมไทย แต่ถึง พ.ศ.นี้ หลังสมัยใหม่ก็ไม่ได้เป็นศัพท์แสงที่จำกัดอยู่แต่ในวงการปัญญาชน และนักวิชาชีพตามมหาวิทยาลัยอีกต่อไปแล้ว อิทธิพลของหลังสมัยใหม่ต่อวงการศิลปะ-ภาพยนตร์-สถาปัตยกรรม-วรรณกรรม ทำให้แม้แต่ชาวบ้านร้านตลาดก็เผชิญกับการหลอกหลอนของคำนี้อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ปฏิกิริยาที่ปัญญาชนไทยมีต่อหลังสมัยใหม่นั้นมีหลายทาง คือ ประการแรกสุดการคลั่งไคล้อย่างไม่ลืมหูลืมตาในอะไรก็ได้ที่มีคำว่า "หลังสมัยใหม่" ปะหน้า ราวกับว่าภูมิปัญญามนุษยชาตินั้นได้มาถึงบทสุดท้ายพร้อมๆ กับการปรากฎกายของหลังสมัยใหม่ขึ้นมาอย่างง่ายๆ ว่าหลังสมัยใหม่ไม่มีอะไรใหม่ เป็นเรื่องเลอะเตอะเหลวไหล ไม่สนใจสังคม หรือกระทั่งเป็นของเล่นใหม่ทางภูมิปัญญา ประการที่สองฝ่ายที่พยายามอย่างเหลือเกินที่จะอธิบายหลังสมัยใหม่ให้มีลักษณะ "เพื่อสังคม" แล้วใช้วิธีคิดแบบนี้เป็นเครื่องมือในการสร้างปฏิบัติการทางวิชาการและการเมืองบางอย่างขึ้นมา จะเห็นได้ว่าปฏิกิริยาแบบแรกกับแบบที่สองนั้นขัดแย้งกันโดยตรง และเพราะเหตุนี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่วิวาทะและการโต้เถียงเกี่ยวกับหลังสมัยใหม่ที่ชัดเจนที่สุดจะมาจากคนสองกลุ่มนี้    อย่างไรก็ดี การถกเถียงและโต้แย้งกันผ่านข้อเขียนเชิงวิวาทะอย่างเปิดเผยนั้น เป็นสิ่งที่ไม่เคยมีอยู่ในประเพณีทางภูมิปัญญาแบบไทยๆ ของปัญญาชนไทยมานานแล้ว ความขัดแย้งระหว่างความคิดทั้งสองแบบจึงไม่ใช่เรื่องที่จะมองเห็นได้ง่ายๆ แต่ใครที่ติดตามความเคลื่อนไหวทางภูมิปัญญา ก็คงจะเล็งเห็นถึงความไม่ลงรอยข้อนี้ได้ไม่ยาก ถึงแม้จะไม่เคยมีวิวาทะและการเผชิญหน้ากันอย่างตรงไปตรงมาเกิดขึ้นจริงๆ เลยก็ตาม ความเข้าใจนี้เป็นสาเหตุให้ปัญญาชนไทยบางรายโจมตีหลังสมัยใหม่อย่างง่ายๆ ว่า เพราะสังคมไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะสมัยใหม่ "หลังสมัยใหม่" จึงเป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง ทั้งที่หลังสมัยใหม่หมายความถึงปฏิกิริยาที่ผู้คนจำนวนไม่น้อยมีต่อความคิด, ความเชื่อ, ความรู้, แบบแผนการปฏิบัติ, สถาบัน และอะไรต่อมิอะไรที่เป็นทั้งผลผลิตและเป็นไวพจน์ของภาวะสมัยใหม่ไปพร้อมๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นความรู้, ความมีเหตุมีผล, ประชาธิปไตย, สังคมสมัยใหม่, โรงพยาบาล, สังคมข้อมูลข่าวสาร, ความเป็นตัวตน, เทคโนโลยี, การปลดปล่อย ฯลฯ ซึ่งในบางกรณีก็กินความไปถึงหลักสิทธิมนุษยชนสากล, ประชาธิปไตย, เสรีภาพสมบูรณ์ ฯลฯ ไปเลยด้วยซ้ำ



ความคิดสมัยใหม่ (Modernism)

              เราต้องยอมรับว่า สังคมนี้เป็นสังคมสมัยใหม่ที่เจริญทางวัตถุ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อันมีทั้งผลดีและเสีย สร้างทั้งความเจริญรุ่งเรืองและความเสื่อมเสีย สังคมมนุษย์เจริญก้าวหน้ามากเท่าไร  มนุษย์ยิ่งจำเป็นต้องการรู้ตนเองและสังคมมากเท่านั้น นักคิดทางสังคมทั้งหลายจึงพยายามศึกษาเปรียบเทียบสิ่งต่างๆ ทั้งหลายในอดีตกับปัจจุบัน เพื่อความรู้เข้าใจความเป็นมนุษย์กับสังคม เห็นความแตกต่างของสิ่งทั้งหลายอย่างชัดเจนที่เป็นไปตามกาลเวลา ตามหลักสัจจธรรมที่ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนอนิจจังไม่เที่ยงเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ในด้านความคิด ความเชื่อ ค่านิยม การปฏิบัติ วิทยาการ  สิ่งประดิษฐ์ และเทคโนโลยีทั้งหลาย เกิดการยอมรับการวิวัฒนาการสังคมกันอย่างแพร่หลาย ยอมรับสิ่งใหม่มากกว่าสิ่งที่มีอยู่เดิม ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสิ่งใหม่แทนของเดิม ทำให้ของเดิมที่มีอยู่แล้วกลับถูกมองเห็นว่าเก่าโบราณล้าหลังไม่ทันสมัยไม่ยอมรับกันอีกต่อไป อะไรคือความจริง อะไรคือใหม่ อะไรคือเก่า อะไรคือทันสมัย อะไรคือล้าหลัง
         ความคิดสมัยใหม่ (Modernism, Modernity or Modernization) ตาม Habermas (1987) และ Barry Smart กล่าวเอาไว้ว่า เริ่มมีมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 5 มาจากภาษาละตินว่า “modernus = modern” เป็นการพยายามทำให้เกิดความแตกต่างกันใหม่ในชาวคริสต์ จากการนับถือศรัทธาพระเจ้าไปสู่สิ่งอื่น แล้วต่อมาไม่นาน ก็มีการพยายามทำให้เกิดความแตกต่างกันใหม่อีกในชาวคริสต์ จากการนับถือศรัทธาพระเจ้าไปแสวงหาความรู้จริงสิ่งสากล พยายามรู้เข้าใจสิ่งทั้งหลายในสากลโลกตามความเป็นจริง รู้เข้าใจสิ่งทั้งหลายด้วยจิตหรือปัญญา เพราะอิทธิพลแนวความความคิดของคานต์ (Kant’s conception of a universal history) เป็นกระบวนการความแตกต่างทางความคิดและวัฒนธรรมจากเก่าไปสู่ใหม่ (Turner, 1991: 3) เป็นการแสวงหาความรู้จริงของสิ่งต่างๆ ทั้งหลายตามการเปลี่ยนแปลงเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าของโลกทางสังคม เพราะความเป็นมาของสังคมนี้เชื่อศรัทธาในพระเจ้าเป็นผู้สร้างกำหนดบันดาล ไม่เชื่อมนุษย์และธรรมชาติคือผู้สร้างกำหนดแสดง
              แนวคิดใหม่ทันสมัย นักปราชญ์หรือนักคิดทางสังคมบางคนกล่าวบอกว่า ควรนับตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 14 เพราะเป็นยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ (Renaissance) แต่นักสังคมวิทยาส่วนใหญ่เห็นว่า แนวคิดใหม่ทันสมัย (Modernism) เป็นยุคประวัติศาสตร์ของสังคมยุโรปตะวันตก ที่เกิดการวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม ในคริสต์ศตวรรษที่ 17 เพราะในระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 16-17 เป็นยุคที่สนใจศึกษาค้นคว้าปรากฏการณ์ธรรมชาติแบบวิทยาศาสตร์ (Scientism) มาช่วยแก้ปัญหาสังคมทั้งหลายที่เกิดขึ้น แล้วส่งผลมีอิทธิพลต่อการศึกษาสังคมวิทยาแบบวิทยาศาสตร์ของคองต์ในเวลาต่อมา (Comte’s positivism) 
              ในคริสต์ศตวรรษที่ 17 จึงถือได้ว่าเป็นยุคความคิดใหม่ทันสมัย  (Modernism) อันหมายถึงยุคสมัยให้ความสนใจในเรื่องศิลปะ วรรณคดี วิทยาการ สถาบัน  เหตุผล  การศึกษาเศรษฐกิจ การเมือง เทคโนโลยี วิทยาศาสตร์  รูปแบบของชีวิต ความจริงของชีวิตบนฐานของความเจริญเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก กล่าวคือเป็นช่วงเวลาแห่งความเจริญทางวัตถุ ความมั่นคงทางสังคม และความรู้เข้าใจตนเอง (Material progress, social stability and self-realization) ในยุโรปตะวันตก มีอังกฤษ อเมริกา ฝรั่งเศส  อิตาลี เป็นต้น แม้มีปัจจัยต่างๆ มากมายที่ทำให้เกิดสมัยใหม่ ปัจจัยสำคัญเหล่านี้ คือ ความจริง (Truth) เหตุผล (Rationality) วิทยาศาสตร์ (Science) เทคโนโลยี (Technology) ผลของอุตสาหกรรม (Emergence of capitalism) การแผ่อำนาจทางตะวันตก (Western imperialism) การแพร่กระจายความรู้ และอำนาจทางการเมือง (Spread of literature and political power) การขับเคลื่อนทางสังคม (Social mobility)    เป็นสาเหตุสำคัญสนับสนุนส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงพัฒนาสังคมโลก ที่เรียกกันว่า “สมัยใหม่ความทันสมัย (Modernism)” เพราะผลของความเจริญทางการศึกษาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี อุตสาหกรรม และการขับเคลื่อนทางสังคม ทำให้มนุษย์ต้องการรู้เข้าใจตนเองและสังคมมากยิ่งขึ้นตามลำดับ ทำให้ต้องมาคิดใหม่ทำใหม่ เพื่อความถูกต้องดีงามแบบสากล แสดงความรับผิดชอบต่อสังคมโลกร่วมกัน

การเข้ามาของฝรั่งเศสในสยาม

การเข้ามาของฝรั่งเศสในสยาม

การเดินทางของบาทหลวงลาม๊อต ลังแบรต์
(De La Motte Lambert)

         บันทึกหลายฉบับของบาทหลวงฝรั่งเศส โดยมีเหตุการณ์น่าสนใจ คือบาทหลวงฝรั่งเศสคณะแรกที่เข้ามาในกรุงศรีอยุธยา บาทหลวงลาม๊อต ซึ่งเป็นสังฆราช แห่งแบริธ (Eveque de Beryte) เป็นหัวหน้าคณะร่วมกับ บาทหลวง เดดิเอร์ (D’idier) และบาทหลวงเดอบูร์ซ (De Brourges
โดยเดินทางเข้kมาทางกรุงมะริด เพื่อเตรียมการไปเผยแผ่ศาสนา
การเดินทางของบาทหลวง
1.ได้เดินทางจากฝรั่งเศสผ่านทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
2.ข้ามทะเลและเข้าทางเมืองสุรัต (Suratte) ของอินเดีย ข้ามทะเลอันดามัน
3.ถึงเมืองเมืองตะนาวศรี แล้วลงจากเรือใหญ่ ที่เมืองมะริดของอาณาจักสยาม
**ใช้เวลาหลายวันหลายคืนจนมาถึงกรุงศรีอยุธยา**
4. ต่อมาในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2209 คณะบาทหลวงได้พยายามเดินทางลงเรือไปเขมร 
   เรือล่มลงใกล้จันทบุรี จึงเดินทางกลับอยุธยาทางบก มาอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านชาวญวน
5. ในเวลาเดียวกันนั้น คณะทูตทางศาสนาอีกคณะหนึ่งที่ได้เดินทางมาอาณาจักรสยาม
    ในเวลาใกล้เคียงกัน คือคณะของ สังฆราชปัลลือ พร้อมกับบาทหลวงอีก 4 รูป
ผลสำเร็จของบาทหลวง
1. สังฆราชปัลลือได้พบกับสังฆราช เดอ ลาม๊อต ลังแบรต์ ในอาณาจักรสยามแล้ว จึงพากันตกลงที่
    จะใช้อาณาจักรสยาม เป็นศูนย์กลางการเผยแผ่ของคริสตจักร ซึ่งพระนารายณ์มหาราชทรงให้การ
    ต้อนรับคณะบาทหลวงชาวฝรั่งเศสเป็นอย่างดี  
2. นอกจากจะเผยแพร่คริสต์ศาสนาแล้ว  พวกบาทหลวงยังทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างรัฐบาลของ
    พระเจ้าหลุยส์ที่  14  กับราชสำนักอยุธยา
ปฏิสัมพันธ์ของสยามกับฝรั่งเศสในสมัยสมัยสมเด็จพระนารายณ์ราชาธิราช 
  มีการแลกเปลี่ยนคณะทูตระหว่างกัน
  - คณะทูตของฝรั่งเศสชุดแรกมีเชอวาเลีย  เดอ  โชมอง เป็นราชทูต  
  - คณะทูตชุดที่ 2 เข้ามาใน พ.ศ.  2230  มีลาลูแบร์  เป็นราชทูต  
ส่วนคณะทูตของไทยที่เดินทางไปถึงฝรั่งเศสและมีชื่อเสียงเป็นที่เลื่องลือคือคณะทูตที่มี 
พระวิสุทธสุนทร ( โกษาปาน )  เป็นราชทูต

จุดมุ่งหมาย
พยายามโน้มน้าวให้สมเด็จพระนารายณ์มหาราช มอบสิทธิพิเศษให้กับชาวฝรั่งเศส
เพื่อให้คนไทยยอมรับนับถือคริสต์ศาสนานิการโรมันคาทอลิก 

ต่อมา คอนสแตนติน  ฟอลคอน ได้รับตำแหน่งเป็นเสนาบดีมีบรรดาศักดิ์เป็นออกญาวิไชเยนทร์ 
ซึ่งเป็นคนใกล้ชิดของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช  ใช้อิทธิพลที่มีอยู่ในราชสำนักสนับสนุนให้กอง
ทหารฝรั่งเศสเข้ามาประจำการที่บางกอกและมะริด เพื่อป้องกันการก่อกบฏของขุนนางไทย
เพื่อเป็นเครื่องค้ำประกันผลประโยชน์และอิทธิพลในราชสำนักของฟอลคอนให้มั่นคง     

      ช่วงปลายสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

      ขุนนางไทยรวมตัวกันต่อต้านฟอลคอนและฝรั่งเศส ขณะที่สมเด็จพระนารายณ์
มหาราชประชวร  เกิดวิกฤตการณ์ทางการเมือง  โดยพระเพทราชาหัวหน้าขุนนางไทยได้
เข้ายึดอำนาจการปกครอง  ฟอลคอนถูกประหาร กองทหารฝรั่งเศสถูกล้อมที่ป้อมเมือง
บางกอกและถูกขับไล่ออกไปใน พ.ศ. 2231 ทำให้สัมพันธ์กับฝรั่งเศสหยุดชะงักไปเป็น
เวลา 15 ปี ต่อมาในปี พ.ศ. 2399 คณะตัวแทนจากฝรั่งเศสหลายคณะได้เดินทางมายัง
ประเทศไทยเพื่อเข้าเฝ้าสมเด็จพระนารายณ์เช่นกัน คณะฯที่มีชื่อเสียงที่สุดเห็นจะได้แก่คณะ
ของเชอร์วัลลิเยร์ เดอ โชมงต์ ความสัมพันธ์ทางด้านการทูตของทั้งสองประเทศเริ่มขึ้น
อย่างเป็นทางการอีกครั้งเมื่อปีพ.ศ.2399 และได้มีการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ด้านการทูต
ระหว่างสองประเทศครบ 15 ปีเมื่อปีพ.ศ.2549

ศิลปวิทยาของฝรั่งเศสในสยาม


บ้านหลวงรับราชทูตที่ลพบุรี 


ฝึกกองทหารแบบยุโรป


หอดูดาวที่ลพบุรี 
วิกฤตการณ์ ร.ศ.112 


การล่าอาณานิคมในภูมิภาคเอเชียตะวันตกเฉียงใต้

     เมื่อปีพ.ศ.2436 วิกฤตการณ์ ร.ศ.112 เกิด กรณีพิพาทระหว่างประเทศสยามและประเทศฝรั่งเศส
- ทำให้ความสัมพันธ์อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ
                          - พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสยุโรป 2 ครั้ง
      สัมพันธภาพดังกล่าวดีขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งประเทศไทยร่วมมือ ทางการทหารกับฝรั่งเศส หลังสงครามสิ้นสุด ในปีพ.ศ.2461 ประเทศสยามได้ส่งทหารเข้าร่วมสวนสนามที่ถนนชองส์ เอลิเซส์ ประเทศฝรั่งเศส อีกด้วย

ความสัมพันธ์ของไทยและฝรั่งเศส
           
      ประเทศไทยและประเทศฝรั่งเศสได้กระชับความสัมพันธ์ทั้งด้านการทูตและการเมือง รวมถึงด้านการทหาร (รัชกาลที่ 7 ทรงเป็นพระสหายร่วมชั้นกับนายพลเดอ โกลล์ของฝรั่งเศส) และด้านวัฒนธรรม นักศึกษาจากประเทศสยามเดินทางไปศึกษาต่อที่กรุงปารีสเป็นจำนวนหลายคน รวมถึงท่านปรีดี พนมยงค์ ซึ่งมีบทบาทอย่างมากในการพัฒนาประเทศไทยยุคใหม่  ช่วงต้นปีพ.ศ. 2543 ความสัมพันธ์ระหว่างฝรั่งเศสและไทยกลับกระชับเหนียวแน่นอีกครั้งพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น ได้เยือนประเทศฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการช่วงเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2546 ประเทศทั้งสองพร้อมใจที่จะเปิดศักราชใหม่ของความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือ ไม่ว่าจะเป็นด้านการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรมและด้านวิทยาศาสตร์

บุคคลสำคัญของฝรั่งเศส
          
นายฌากส์ ชิรัค
การเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการของนายฌากส์ ชิรัค ประธานาธิบดีฝรั่งเศสเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2549 ในฐานะราชอาคันตุกะของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะสมานความสัมพันธ์ฝรั่งเศสไทยให้แน่นแฟ้นขึ้นอีกครั้ง ประธานาธิบดีฝรั่งเศสเสนอให้มีการรับร่างสนธิสัญญาสมานฉันท์และความร่วมมือแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (หรือ TAC) เพื่อกระตุ้นให้มีการหารือทางด้านการเมืองระหว่างประเทศทั้งสองมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังส่งเสริมความร่วมมือด้านความปลอดภัยและการป้องกันประเทศ การช่วยเหลือประเทศที่สาม 

วันพฤหัสบดีที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ประเทศลาว 

Laos2.png
Sathalanalat Pasathipatai Pasason Lao
สาทาละนะลัต ปะซาทิปะไต ปะซาซนลาว 
สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว 
ธงชาติลาว                  ตราแผ่นดินของลาว 
             ธงชาติ                            ตราแผ่นดิน

ชื่อทางการ  สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (ตัวย่อ : สปป.ลาว)

(The Lao people’s Democratic Republic)
มืองหลวง นครหลวงเวียงจันทน์               
ศาสนาประจำชาติ ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอริกู
วันชาติ  2 ธันวาคม
ภาษาประจำชาติ ภาษาลาว
ภาษาราชการ ภาษาลาว
ดอกไม้ประจำชาติ ดอกจำปาลาว (Champa) หรือดอกลีลาวดี


ลักษณะทางภูมิศาสตร์
ลาวมีพื้นที่ประมาณ 236,800 ตารางกิโลเมตร์
ภูมิประเทศ”   ทิศเหนือ ติดกับจีน
ทิศตะวันตก ติดกับไทย
ทิศตะวันออก ติดกับเวียดนาม
ทิศใต้ ติดกับกัมพูชา

ภูมิอากาศ
แบบเขตร้อน คล้ายกับภาคเหนือกับภาคอีสานของไทย

ประชากร
มีจำนวนประชากรประมาณ 6 ล้านคน ประกอบด้วย 68 ชนเผ่า ซึ่งแบ่งได้เป็น 3กลุ่มชนชาติ คือ ลาวลุ่ม ลาวเทิง และลาวสูง

การเมืองการปกครอง
มีระบบการปกครองแบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ หรือทางการลาวใช้คำว่า ระบอบประชาธิปไตยประชาชน โดยพรรคการเมืองเดียว คือ พรรคประชาชนปฏิวัติลาว มีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาล และมี ประธานประเทศ” (ประธานาธิบดี) เป็นประมุข

ประวัติ ของประเทศ
     • แต่เดิมลาวอยู่ใต้การปกครองอาณาจักรน่าน ต่อมาก็ตกอยู่ในการปกครองของสยามนานถึง 114 ปี จนเกิดวิกฤติการณ์ ร.ศ. 112 สยามต้องยกดินแดนลาวทั้งหมดให้เป็นของฝรั่งเศส
     • ในช่วงสงครามครั้งที่ 2 กองทัพญี่ปุ่นรุกเข้ามาในลาว ขบวนการลาวอิสระจึงได้ประกาศเอกราช
     • เมื่อญี่ปุ่นแพ้สงครามอลาวจึงตกอยู่ในอำนาจฝรั่งเศสอีกครั้ง
     • ฝรั่งเศสแพ้เวียดนามที่เดียนเบียนฟู ลาวจึงได้รับเอกราชอย่างสมบูรณ์ใน พ.ศ. 2496โดยมีเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ เป็นพระมหากัตริย์
     • ต่อมาเมื่อเจ้าสว่างวัฒนาขึ้นครองราชย์ต่อ เจ้าสุภานุวงศ์ หนึ่งในขบวนการลาวอิสระประกาศตนเป็นพวกนิยมคอมมิวนิสต์ และเป็นหัวหน้าขบวนการประเทศลาวออกเคลื่อนไหวทางการเมือง
     • พ.ศ. 2518 พรรคปฏิวัติประชาชนลาว ที่นำโดยเจ้าสุภานุวงศ์ ยึดอำนาจรัฐบาลของเจ้าสว่างวัฒนาได้สำเร็จ และประกาศสถาปนา สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวขึ้นอย่างเป็นทางการในวันที่ ธันวาคม พ.ศ. 2518

อาหารประจำชาติ


ชุดประจำชาติ
หญิง นุ่งผ้าซิ่นทอลาย ใส่เสื้อแขนยาวทรงกระบอก และมีสไบเฉียงพาดไหล่
ชาย นุ่งโจงกระเบน และสวมเสื้อชั้นนอก กระดุมเจ็ดเม็ด
ศิลปวัฒนธรรมและประเพณี
วัฒนธรรมของลาวจะมีความคล้ายคลึงกับวัฒนธรรมทางภาคอีสานของไทยมาก ในด้านดนตรี แคน ถือเป็นเครื่องดนตรีประจำชาติ โดยมีวงดนตรีคือ วงหมอลำ และมี รำวงบัดสลบ ซึ่งเป็นการเต้นที่มีท่าตามจังหวะเพลง โดยจะเต้นพร้อมกันไปอย่างเป็นระเบียบ ถือเป็นกรร่อมสนุกกันของชาวลาวในงานมงคลต่างๆ  การตักบาตรข้าวเหนียว  ถือเป็นจุดเด่นของเมืองหลวงพระบาง ซึ่งโดยปกติแล้วนิยมใส่บาตรด้วยข้าวเหนียวเพียงอย่างเดียว เพราะเมื่อถึงเวลาฉัน ชาวบ้านจะยกสำรับกับข้าวไปถวายที่วัด เรียกว่าถวายจังหัน” โดยเวลาใส่บาตรจะนั่งคุกเข่าและผู้หญิงต้องนุ่งซิ่น ส่วนผู้ชายนุ่งกางเกงขายาว และมีผ้าพาดไหล่ไว้สำหรับเป็นผ้ากราบพระเหมือนกัน

สกุลเงิน           กีบ (Kip) ตัวย่อ LAK
อัตราการแลกเปลี่ยน    263 กีบ = 1 บาท   8,158 กีบ = 1 ดอลลาร์สหรัฐ



สถานที่สำคัญ


       พระธาตุหลวงเวียงจันทน์ 



ประตูชัย 


หอพระแก้ว


วัดสีเมือง 


วัดสีสะเกด

วันพฤหัสบดีที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2556

สงครามเกาหลี


สงครามเกาหลี 


เหล่าผู้คนทั้งหลายบนโลกใบนี้คงจะรู้จักประเทศเกาหลีในแง่ของประเทศอุตสาหกรรมที่มี ความสวยงามทางด้านวัฒนธรรม แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่าจริงๆแล้วเกาหลีเป็นประเทศที่เคยตกอยู่ในสภาวะ สงครามมาอย่างยาวนาน และมีอดีตที่เลวร้ายขมขื่นมากที่สุดชาติหนึ่งของโลก เป็นดินแดนที่แทบจะไม่อาจจะแสวงหาสันติสุขอย่างแท้จริงมาเป็นเวลากว่า 100 ปีแล้ว

เดิมทีนั้นเกาหลีไม่ได้รวมเป็นแผ่นดินเดียวกันทั้งผืน แต่มีอยู่หลายชนเผ่าไม่ขึ้นแก่กัน จนกระทั่งราชวงศ์ฮั่นของจีนได้แผ่ขยายอำนาจมาในคาบสมุทรเกาหลีและได้ปกครอง เกาหลีประมาณ 400 ปี ต่อมาราชวงศ์ฮั่นล่มสลายลง แคว้นต่างในคาบสมุทรเกาหลีก็ทำสงครามแผ่ขยายอำนาจกัน จนกระทั่งเหลืออยู่ เพียงสี่อาณาจักรใหญ่ คือ โคกูรยอ ซิลลา แพกแจ และกายา ต่อมาแคว้นซิลลาได้ยกกองทัพเข้ายึดอีกสามแคว้นรวมแผ่นดินเป็นหนึ่งได้ในที่สุด      ต่อมาอาณาจักรซิลลาก็ล้มเหลวทางด้านการปกครองจนถูกขุนนางคนหนึ่งยึด อำนาจและสถาปนาราชวงศ์โครยอ  ปกครองคาบสมุทรเกาหลี  หลังจากนั้น 200 ปี ราชวงศ์โครยอก็ถูกแม่ทัพคนหนึ่งเข้าล้มล้างและสถาปนาราชวงศ์โชซอนแทน   จนกระทั่งโลกได้เข้าสู่ยุคล่าอาณานิคมในศตวรรษที่ 18 ญี่ปุ่นในฐานะประเทศมหาอำนาจชาติเดียวในเอเชียในสมัยนั้นได้เข้ายึดครองคาบสมุทรเกาหลี   ล้มราชวงศ์โชซอนลง ทำลายปราสาทราชวัง บังคับให้เกาหลีส่งข้าวที่เก็บเกี่ยวได้ไปให้ญี่ปุ่น จนกระทั่งเกาหลีตกอยู่ในภาวะอดอยาก ผู้ใดต่อต้านก็จะถูกฆ่า รวมทั้งในตอนที่ญี่ปุ่นทำสงครามกับรัสเซียนั้น ชาวเกาหลีจำนวนมากก็ถูกบังคับให้ไปช่วยรบ

ความเจ็บปวดของเกาหลี ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2
ต่อมาเมื่อญี่ปุ่นเข้าร่วมกับฝ่าย อักษะในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ญี่ปุ่นก็พยายามกลืนชาติเกาหลีด้วยการเผยแพร่วัฒนธรรมของตนในเกาหลี การกระทำทุกอย่างที่เป็นการแสดงออกแบบเกาหลีถือเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ชาวเกาหลีจำนวนมากถูกเกณฑ์ไปทำสงครามในจีน สตรีกว่า 200,000 คนถูกส่งตัวไปเป็นนางบำเรอของทหารญี่ปุ่น

ลางร้ายแห่งเกาหลี
กันยายน ค.ศ. 1945 (ช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2) โซเวียตเคลื่อนกำลังเข้าไปในเกาหลีเหนือเส้นขนาน 38 ขึ้นไป สหรัฐฯ เคลื่อนกำลังเข้าไปในเกาหลีใต้เส้นขนาดที่ 38 ลงไป แล้วทั้ง ฝ่ายจึงจัดตั้งการปกครองในเกาหลีตั้งแต่นั้นมา ภายหลังสหรัฐฯ ไม่เห็นด้วยที่จะแบ่งแยกเกาหลี สหรัฐฯ จึงเสนอให้มีการรวมเกาหลีทั้ง เขตเข้าด้วยกัน ทางโซเวียตเห็นด้วยกับการที่รวมเกาหลีทั้ง เขต เข้าด้วยกัน แต่รัฐบาลที่จัดตั้งขึ้นปกครองเกาหลี ต้องจัดตั้งตามเงื่อนไขของโซเวียตเท่านั้น ในเวลาต่อมา สภาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติมีมติให้มีการเลือกตั้งในเกาหลี แต่โซเวียตปฏิเสธที่จะให้มีการเลือกตั้งขึ้น ในวันที่ 10 พฤษภาคม ค.ศ. 1948 ดังนั้นการเลือกตั้งในเกาหลีจึงเกิดขึ้นแต่ในบริเวณที่ปกครองด้วยกองกำลังสหรัฐฯ ต่อมา 15 สิงหาคม ค.ศ. 1948 ได้มีการประกาศจัดตั้งสาธารณรัฐเกาหลีขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยสมัชชาแห่งชาติเกาหลี และได้มีประธานาธิบดีคนแรกของเกาหลีใต้ขึ้น ชื่อว่า นายซิงมัน รี

 ต่อมาในวันที่ กันยายน ค.ศ. 1948 โซเวียตจึงได้ประกาศจัดตั้งเขตยึดครองของตน เป็นประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี มีนายคิมอิล ซุง เป็นหัวหน้าคณะรัฐบาล

ขณะนี้ เกาหลีได้ถูกแบ่งออกเป็น ประเทศ อย่างเป็นทางการแล้ว และหลังจากนี้อีกเพียง ปี สงครามที่ชาวเกาหลีต้องเข่นฆ่ากันเอง จึงได้เริ่มต้นขึ้น


         สงครามเกาหลี เป็นสงครามตัวแทนของอเมริกากับโซเวียตในสมัยสงครามเย็น (อเมริกากับโซเวียตจะไม่ทำสงครามกันโดยตรง แต่จะใช้พวกลูกมือมาสู้กัน สงครามตัวแทนมีอยู่ ครั้ง คือ สงครามเกาหลี สงครามเวียดนาม สงครามอัฟกานิสถาน และวิกฤตการณ์นิวเคลียร์ในคิวบา) เป็นสงครามที่คนเกาหลีต้องมาทำสงครามกันเองโดยที่ตนเองไม่ได้เป็นคนก่อสงครามขึ้นแต่อย่างใด ซ้ำยังถูกประเทศต่างๆมาหาผลประโยชน์อีกต่างหาก   สงครามเกาหลีเป็นสงครามที่โหดร้ายและนองเลือดที่สุดครั้งหนึ่งเท่าที่โลกนี้เคยประสบ เกาหลีในสมัยนั้นยังไม่ได้เป็นเมืองใหญ่เหมือนดังเช่นทุกวันนี้ หากแต่เป็นป่าเขาทุรกันดาร พื้นโคลนตมแฉะๆ รวมไปถึงสภาพอากาศในฤดูหนาวอันเลวร้าย และอาวุธที่นำมาใช้ประหัตประหารกันนั้นมีความพลิกแพลงหลากหลายมากเพราะอยู่ในช่วงรอยต่อระหว่างสมัยสงครามโลกและสมัยปัจจุบัน ราวกับว่าอาวุธของทุกยุคสมัยจะมารวมกันในการต่อสู้ครั้งนี้ กลยุทธ์ที่นำมาใช้นั้นก็เป็นการผสมผสานกันระหว่างสงครามโลกครั้งที่ และ 2  คือมีการใช้ทั้งคลื่นทหารราบ การรบแบบสนามเพลาะ การชุมนุมรถถัง การทิ้งระเบิด การใช้จิตวิทยา รวมไปถึงการรบแบบกองโจร และยังมีการใช้เครื่องบินไอพ่นเป็นครั้งแรกของโลกอีก ด้วย แทบไม่น่าเชื่อว่ามันจะเกิดขึ้นในยุคที่โลกพึ่งผ่านพ้นช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดอย่างสงครามโลกครั้งที่ มาหมาดๆ
     สงคราม เกาหลีเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 25 มิ.ย. 1950 เมื่อเกาหลีเหนือนำกองทัพบุกเกาหลีใต้หมายจะรวมประเทศให้เป็นหนึ่งอีกครั้ง จนกระทั่งมีการเจรจาหยุดยิงกันชั่วคราวในวันที่ 27 ก.ค. 1953 ในปัจจุบันนี้
(ปี 2012)ก็ยังไม่ถือว่าสงครามจบ แต่เลิกยิงกันไปชั่วคราวเพราะมีสัญญาหยุดยิงกำกับไว้ อยู่ ซึ่งถ้าสัญญานี้หมดอายุเมื่อไรก็กลับมารบกันต่อเมื่อนั้น

เริ่มสงคราม
- 18 มิ.ย. 1950 รัฐบาลเกาหลีเหนือภายใต้การนำของนายคิม อิล ซุง ได้สั่งระดมทหารจากภาคเหนือราว 260000 นาย และประกาศที่จะรวมประเทศเข้าเป็นหนึ่งอีกครั้ง ซึ่งเกาหลีเหนือได้รับการช่วยเหลือทางทหารจากโซเวีตและจีน เป็นจำนวน 42000 นาย
พร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์สนับสนุน
     เพียงเวลาไม่กี่วันหลังจากที่เกาหลีเหนือได้ส่งกองทัพข้ามเส้นขนานที่ 38 ลงมา กองทัพของเกาหลีเหนือก็สามารถบุกยึดกรุงโซลได้

รุกหนักเหนือเส้นขนานที่ 38

หลังจากที่กองกำลังสหประชาชาติ สามารถช่วยขับไล่กองทัพของเกาหลีเหนือ ออกจากเกาหลีใต้ได้แล้ว จุดประสงค์ของการทำสงครามก็เปลี่ยนไป จากที่ต้องการเพียงขับไล่กองทัพของเกาหลีเหนือ ออกจากบริเวณใต้เส้นขนานที่ 38 ลงมา หรือก็คือประเทศเกาหลีใต้ ไปเป็นการรวมเกาหลี ทั้งเกาหลีเหนือ และเกาหลีใต้ ให้เป็นเพียงหนึ่งประเทศ ภายใต้การปกครองของรัฐบาลซิงมันรี ของเกาหลีใต้ ต่อมา

สหรัฐฯ ได้เข้าร่วมสงครามเกาหลีในครั้งนี้ด้วยนำโดย ประธานาธิบดี ทรูแมน ซึ่งประธานาธิบดี ทรูแมน ด้ประกาศว่า เราไม่ได้ทำสงคราม แต่การกระทำของเราเป็นการกระทำของตำรวจที่มีวัตถุประสงค์เพื่อต่อต้านการรุกราน"

และได้แต่งตั้ง  นายพลแมคอาเธอร์ เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองทัพสหประชาชาติ

ในเดือนกรกฎาคม กองทัพเกาหลีใต้ถูกกองทัพเกาหลีเหนือบุกจนต้องถอยร่นลงสู่ทางใต้ของประเทศ


เกาหลีใต้เข้าขั้นวิกฤต
- 30 มิ.ย. 1950 กองทัพคอมมิวนิตส์เข้าตีกรุงโซลแตก บุคคลสำคัญของเกาหลีใต้ต้องไปตั้งรัฐบาลผลัดถิ่นที่เมืองปูซาน
-3 ก.ค. 1950 สหรัฐอเมริกาและชาติพันธมิตรประกาศให้ความช่วยเหลือแก่เกาหลีใต้ และส่งทหารมาช่วยเกาหลีใต้รบ แต่ก็ไม่ประสบผลเท่าใดนัก เพราะการวางแผนการรบที่ดีของฝ่ายคอมมิวนิตส์ (เช่นการ เข้าตีตอนกลางคืน การปล้นสดมถ์ เผากองเสบียง) กองทัพพันธมิตรต้องเพลี่ยงพล้ำอย่างหนักที่เมืองจูโน่
-11 ก.ค. 1950 กองทัพคอมมิวนิตส์ได้ชัยชนะอย่างต่อเนื่องจนขยายแนวรบไปถึงทะเลญี่ปุ่น บัดนี้เกาหลีใต้กำลังจะพ่ายแพ้อย่างราบคาบ นายโจเซฟ สตาลิน ผู้นำโซเวียต ถึงกับออกมาประกาศ กร้าวว่า
ถ้ายึดเกาหลีใต้ได้เมื่อไรจะยกพลข้ามช่องแคบไปแก้แค้นญี่ปุ่นอย่างสาสม !
สงครามดูเหมือนจะขยายตัวออกไปยังจีน และอาจกลายเป็นสงครามโลกครั้งที่ หลังจากสงครามโลกครั้งที่ จบไปเพียงไม่กี่ปี
จุดเปลี่ยนของสงคราม
- 20 ก.ค. 1950 รัฐบาลสหรัฐเกรงว่าถ้าฝ่ายคอมมิวนิตส์บุกญี่ปุ่นได้เมื่อไร สงครามนี้ก็จะบานปลายเป็นสงครามโลกครั้งที่ ได้อย่างไม่ต้องสงสัย จึงออกคำสั่งให้ จอมพลดักลาส แมกอาเธอร์ ผู้บัญชาการที่เก่งที่สุดในสมัยสงครามโลกครั้งที่ และเป็นผู้ที่พิชิตญี่ปุ่นได้ ไปบัญชาการรบช่วยเหลือเกาหลีใต้เป็นการด่วน
-23 ก.ค. 1950 ฝ่ายพันธมิตรสามารถยันกองทัพคอมมิวนิตส์ไว้ได้ที่เมืองเดกู ในสงครามครั้งนี้เป็นการสร้างชื่อให้กับกองทัพไทยอีก ด้วย(ในการรบครั้งนั้น ทหารไทยฆ่าทหารคอมมิวนิตส์ไป 500 นายโดยเสียทหารไทยไปเพียง 25 นายเท่านั้น)
-25 ก.ค. 1950 ฝ่ายพันธมิตรได้รับกำลังเสริมจากสหประชาชาติ และสามารถยันทหารฝ่ายคอมมิวนิตส์ให้ถอยกลับไปที่จูโน ่ได้
- 31 ก.ค.1950 ฝ่ายพันธมิตรที่กำลังฮึกเหิมได้เข้ายึดเมืองจูโน่คืน มาได้
-9 ส.ค. 1950 ฝ่ายพันธมิตรเข้ายึดกรุงโซลคืนมาได้
- 15 ส.ค. 1950 ฝ่ายพันธมิตรสามารถขับไล่ฝ่ายคอมมิวนิตส์ให้พ้นกลับขึ้นไปเหนือเส้นละติจูด ที่ 38 ได้เป็นผลสำเร็จ

ฝ่ายพันธมิตรโจมตีกลับ
- 20 ก.ย. 1950 ฝ่ายพันธมิตรบุกข้ามเส้นละติจูดที่ 38 เข้าสู่เกาหลีเหนือ
- 26 ก.ย. 1950 การต่อสู้ด้วยเครื่องบินเจ็ทครั้งแรกของโลกได้เริ่มต้นขึ้น เมื่อฝ่ายพันธมิตรส่งเครื่องเซเบอร์ เครื่องบินเจ็ทรุ่นแรกสุดของตนเข้าโจมตีพรมแดนระหว่างจีนกับเกาหลีเหนือ เพื่อตัดเส้นทางลำเลียงพลของทหารจีนที่จะเข้าสู่เกาหลีเหนือ ในตอนนั้นกองทัพคอมมิวนิตส์ไม่เคยมีประสบการณ์ในการต่อกรกับเครื่องบินเจ็ท เลย จึงเสียหายอย่างหนัก
-28 ก.ย. 1950 โซเวียตส่งฝูงบินมิก เครื่องบินเจ็ทรุ่นแรกสุดของตน เข้าจัดการกับฝูงบินเซเบอร์ของฝ่ายพันธมิตร 
-10 พ.ย. 1950 ฝ่ายคอมมิวนิตส์ถูกฝ่ายพันธมิตรไล่บดขยี้อย่างหนักจน ถอยร่นขึ้นเหนือถึงชายแดนจีน นายพลแมกอาเทอร์เสนอให้สหรัฐใช้อาวุธนิวเคลียร์ถล่มจีน แต่ข้อเสนอของเขาถูกต่อต้านอย่างรุนแรงจากรัฐบาลสหรัฐ จนเขาถูกเรียกตัวกลับอเมริกาในที่สุด

เหตุการณ์ที่ผลิกผันอีกครั้ง

- 1 ธ.ค. 1950 จีนส่งทหารกว่า 500000 นาย เข้าสู่เกาหลีเหนือที่กำลังจะพ่ายแพ้ และนี่ก็คือจุดเปลี่ยนที่สำคัญ
- 27 ธ.ค. 1950 ฝ่ายคอมมิวนิตส์ยึดเปียงยางคืนมาได้

ฝ่ายคอมมิวนิตส์บุกเกาหลีใต้ อีกครั้ง
- 12 ม.ค. 1951 ฝ่ายคอมมิวนิตส์บุกเกาหลีใต้อีกครั้ง และเข้าประชิดกรุงโซลอย่างรวดเร็ว
- 4 มิ.ย.1951 ถึง 23 มี.ค. 1953 ฝ่ายคอมมิวนิตส์พยายามรุกคืบไปให้ถึงปูซาน แต่ฝ่ายพันธมิตรเข้าต่อต้านอย่างสุดสามารถ การรบติดพันกันที่ภาคกลางของเกาหลีใต้กว่า ปี จนกระทั่งสหประชาชาติส่งกองหนุนเข้าไปในเกาหลีใต้อีกครั้ง

สงครามสิ้นสุด
ประธานาธิบดี ทรูแมน ได้เตือน นายพลแมคอาเธอร์ ให้หลีกเลี่ยงการกระทำใด ๆ ที่จะส่งผลให้จีนเข้าร่วมสงครามกับเกาหลีเหนือ ต่อมานายพลแมคอาเธอร์ ได้สั่งพลร่มลงที่บริเวณหลังแนวข้าศึกเพื่อตัดขาด และไม่ให้ทหารเกาหลีเหนือถอยหนีได้ หลังจากนั้นกองกำลังสหประชาชาติก็สามารถเข้ายึดเมืองเปียงยาง เมืองหลวงของเกาหลีเหนือไว้ได้ และนายพลแมคอาเธอร์ ได้ประกาศว่า การทำ สงครามเกาหลี สิ้นสุดแล้ว
แต่เหตุการไม่คาดฝันก้เกิดขึ้นกับฝ่ายสัมพันธมิตร เมื่อ ต้นเดือนพฤศจิกายนปรากฏว่ามีทหารจีนคอมมิวนิสต์ อยู่ในเกาหลี นั่นย่อมหมายถึงว่า จีนเข้าร่วมสงครามเกาหลีแล้วหลังจากที่จีนเข้าร่วมสงครามเกาหลีแล้ว สถานการณ์ก็เปลี่ยนไป กองกำลังสหประชาชาติได้ทำสงครามกับกองทหารของจีน และได้ถูกรุกอย่างหนัก จนปลายเดือนพฤศจิกายน กองกำลังสหประชาชาติต้องถอยร่นมาทางใต้
ธันวาคม ค.ศ. 1950 เปียงยาง เมืองหลวงของเกาหลีเหนือ ถูกยึดครองโดยเกาหลีเหนือตามเดิม และกองกำลังสหประชาชาติต้องถอยมาตั้งหลักบริเวณเส้นขนานที่ 38 ตามเดิม
14 มีนาคม ค.ศ. 1951 กองกำลังสหประชาชาติสามารถยึดกรุงโซลกลับคืนมาได้
10 กรกฎาคม ค.ศ. 1951 ได้เกิดการเจรจาสงบศึกขึ้นเป็นครั้งแรกที่เมืองเคซอง และการเจรจาสงบศึกยังได้ดำเนินต่อเนื่องไปเป็นเวลาถึง ปี จนการเจรจาสงบศึกสำเร็จในวันที่ 27 กรกฎาคม ค.ศ. 1953
27 กรกฎาคม ค.ศ. 1953 สงครามเกาหลี ยุติอย่างเป็นทางการ ถึงแม้สงครามเกาหลีจะยุติอย่างเป็นทางการไปแล้ว แต่การแบ่งแยกเกาหลี ยังคงดำเนินต่อไปไม่มีทีท่าว่าจะยุติลง

สรุปความเสียหาย
ฝ่ายคอมมิวนิตส์
ทหารเกาหลีเหนือเสียชีวิต 215,000 นาย บาดเจ็บ 303,000 นาย สูญหาย 120,000 นาย
ทหาร จีนเสียชีวิต 148,000 นาย บาดเจ็บ 380,000 นาย สาบสูญ 21,400 นาย
ทหารรัสเซียเสียชีวิต 282 นาย

ฝ่ายพันธมิตร
ทหารเกาหลีใต้เสียชีวิต 137,899 นาย บาดเจ็บ 450,742  สาบสูญ 32,838
ทหารอเมริกันเสียชีวิต 36,516 นาย บาดเจ็บ 92,134 สาบสูญ 8,176
ทหารชาติอื่นๆเสียชีวิตรวม 200,000 นาย

ยอดรวมพลเมืองที่เสียชีวิต/บาดเจ็บ: 2.5 ล้าน (ประมาณการ)

ความพยายามที่จะรวมประเทศกันอีกครั้ง

เกาหลีใต้มีความพยายามที่จะรวมประเทศอย่างสันติตั้งแต่ พ.ศ. 2513 โดยเปิดการเจรจากับเกาหลีเหนืออย่างต่อเนื่อง เริ่มจากการเจรจาระหว่างสภากาชาดฝ่ายใต้และเหนือ เพื่อให้ครอบครัวที่พลัดพรากระหว่างสงครามได้พบหน้ากัน มีการออกแถลงการณ์ระหว่างสองประเทศเมื่อ กรกฎาคม พ.ศ. 2515 เพื่อยุติการกล่าวร้ายระหว่างกัน แต่การเจรจาเพื่อรวมประเทศไม่ราบรื่น ที่ประสบผลมีเพียงการอนุญาตให้ชาวเกาหลีทั้งสองประเทศข้ามเขตปลอดทหารไปมาหา สู่กันได้ในช่วง 20-23 กันยายน พ.ศ. 2528 และการเจรจาเกี่ยวกับกีฬาโอลิมปิก พ.ศ. 2531 ที่กรุงโซล เท่านั้น การเจรจาเรื่องอื่นๆหยุดชะงักลงหลังพ.ศ. 2529 เนื่องจากเกาหลีเหนือไม่พอใจเกี่ยวกับการซ้อมรบระหว่างเกาหลีใต้กับสหรัฐ ซึ่งถือเป็นการขัดแย้งกับการรวมชาติ เกาหลีใต้พยายามประนีประนอมกับเกาหลีเหนือเพื่อการเจรจาจนมีการประชุมระดับ ผู้นำครั้งแรกเมื่อ กันยายน พ.ศ. 2533 จากนั้นมีการประชุมต่อมาอีกหลายครั้ง อย่างไรก็ตามการรวมชาติเกาหลียังเป็นสิ่งที่ต้องรอคอยต่อไปจนกระทั่ง ปัจจุบัน
สงครามเกาหลี